วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ผักกูด...ผักพื้นบ้าน...หวานกรอบ...ปลอดสารเคมี 100%

ผักกูด...ผักพื้นบ้าน...หวานกรอบ...ปลอดสารเคมีที่เป็นอันตราย

เมื่อเราชอบกินผัก  ดังนั้นเราก็สรรหาผักมาปลูก ความสุขก็อยู่ตรงนี้ละคะ เลือกผักที่ชอบทาน มาปลูก  แล้วเราก็กินสิ่งเราปลูก มีรัยเราก็ปลูกไปเรื่อย ๆ เราก็มีผักกินทั้งปี ช่วงไหนประชาชนโอดครวญว่าผักแพง หากเรามีผักเหลือขาย เราก็ดี หากไม่เหลือเผื่อขาย พอกินในบ้านไม่ต้องซื้อของแพง ๆ ก็ดี สรุปคือดีต่อใจปลอดภัยสารพิษ

12 มิถุนายน 2563

ซื้อต้นพันธุ์ผักกูด  300 ต้น และผักหนาม 300 ต้น


ผักพื้นบ้าน...โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ค่อยชอบกินผัก 2 ชนิดนี้เท่าไร แต่มองดูแล้วเป็นผักที่ยังเป็นที่นิยม ในกลุ่มคนที่ชอบผักพื้นบ้าน ผักปลอดสารพิษ เนื่องจากพืช 2 ชนิดนี้ไม่ทนต่อสารเคมี ได้รับเพียงเล็กน้อยก็แห้งเฉาตายได้อย่างรวดเร็ว  ที่สำคัญ ผัก 2 ชนิดนี้ ไม่ใช่พืชล้มลุก ไม่ต้องปลูกบ่อย ๆ ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บผลผลิตได้นานหลายปี ขยายพันธ์ง่าย ดูแลไม่ยาก เพียงแต่ใช้น้ำเยอะหน่อย 

ใช้น้ำเยอะ  ตรงนี้แหละ เกรงจะเกิดปัญหาช่วงหน้าแล้งเหมือนกัน เพราะบ้านเราแล้ง โหดร้ายมาก แม้ว่าจะมีน้ำบาดาลมาช่วย ก็ไม่เต็มที่และมีปัญหาเรื่องตะกอนตกค้างจากน้ำบาดาลที่พืชไม่ชอบ ก็ต้องวัดดวงกันดู...

          เช่นเคยคะ...เมื่อเราปลูกสิ่งที่ไม่เคยทำ เราก็ต้องหาข้อมูลไว้เป็นความรู้  บันทึกเอาไว้เมื่อถึงเวลาจะได้ไม่ต้องไปค้นคว้า  โลกปัจจุบันง่ายมาก สมัยโน้น  ต้องไปนั่งห้องสมุด หางานเขียนมากองเป็นตั้ง ๆ เปิดอ่าน เล่มไหนข้อมูลตรงกับที่เราต้องการก็ยืมมานั่งอ่านๆ และถ่ายเอกสารเก็บไว้เปิดดูภายหลัง  เดี๋ยวนี้  สามารถนำมาบันทึกเก็บไว้เลย  แต่ก็ต้องดูที่เขาอนุญาตนะ ไม่ติด ลิขสิทธิ์ และให้เครดิทเจ้าของข้อมูลเขาด้วย

ข้อมูลนี้มาจาก https://decor.mthai.com/garden  ขออนุญาตผู้เขียนเก็บข้อมูลเพื่อการเรียนรู้นะคะ

ผักกูด ผักพื้นบ้าน สารพัดประโยชน์ ธรรมชาติของต้นผักกูด จะเติบโตได้ดี ก็ด้วยดินในพื้นที่แปลงปลูกจะต้องไม่มีสารเคมีใดๆ ตกค้าง เพราะจะมีผลทำให้ต้นผักกูดแคระแกร็นไม่แตกยอด หรือไม่ก็ตายไปเลย โดยมากผักกูดจะเติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ พบได้ตามตามริมน้ำหรือลำธารที่เป็นแหล่งธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะเป็นผักต้องการความชื้นสูง สภาพดินจะต้องอุ้มน้ำชื้นแฉะ แต่ไม่ท่วมขัง แสงแดดส่องรำไร ผักกูดถึงจะแตกยอด อ่อนได้ดี หากโดนแสงจัดจ้า ใบจะแห้งกรอบ และตายในไม่ช้า

วิธีปลูกผักกูด ในรั้วบ้าน สามารถนำมาปลูกใส่กระถางหรือลงดินโดยตรงก็ได้


ถ้าเป็นผักกูดต้นเล็กที่ได้มาจากการเจริญเติบโตจากซอไร หรือสปอร์ ควรปลูกไว้ในกระถางดีกว่าเพราะสามารถดูแลเอาใจใส่ได้ง่ายเนื่องจากเจริญเติบโตค่อนข้างช้ากว่าการนำเอาผักกูดต้นใหญ่มาแยกกอ ส่วนผักกูดต้นใหญ่การปลูกควรนำมาแยกให้เป็นกอเล็กๆแล้วค่อยนำไปปลูกในดินโดยตรงหรือปลูกไว้ในกระถางผักกูดต้นใหญ่มีการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างเร็วให้ฟรอนด์ สำหรับนำไปปรุงอาหารได้ไวกว่าผักกูดที่เจริญมาจากซอไร

หลังจากเก็บผักกูดมาจากธรรมชาติแล้ว ให้คัดแยกต้นใหญ่และต้นเล็กโดยผักกูดต้นใหญ่หรือกอใหญ่ให้แยกกอ เป็นกอละหนึ่งฟรอนด์ก็พอ แล้วค่อยนำไปปลูกในสถานที่ปลูกที่มีความชุ่มชื้น มีแดดร่มรำไร เนื่องจากผักกูดชอบน้ำและที่อากาศเย็น อาจปลูกใกล้ต้นไม้ใหญ่หรือมีการพรางแสงให้อากาศเย็นทำให้ผักกูดสามารถเจริญเติบโตได้ดี

1.การปลูกในกระถาง ให้ใช้กระถางซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 7 นิ้วขึ้นไปเพราะถ้าผักกูดโตเต็มที่จะมีใบมีขนาดใหญ่และยาว แล้วใส่ดินปลูกลงไปประมาณสามส่วนของกระถาง ใส่ปุ๋ยชีวภาพ (หรือปุ๋ยคอก) ลงไปเล็กน้อย (ประมาณ 1 กำมือ) แล้วนำผักกูดลงปลูกและกลบดินในกระถาง รดน้ำให้ชุ่มและคอยรดน้ำใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ(ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยคอกใส่ทีละน้อยและใส่ได้บ่อย)

2.การปลูกลงดิน ให้เตรียมหลุมปลูกตามขนาดของต้น รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยคอกเล็กน้อย (ประมาณ 1 กำมือ) นำผักกูดลงปลูก กลบดินแล้วรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นคอยดูแลเรื่องน้ำอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ เนื่องจากต้นผักกูดจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะชุ่มชื้น มีแดดร่มรำไร ดังนั้นเพื่อเป็นการเบาแดดและเก็บความชุ่มชื้นให้ต้นผักกูดจึงมี 2 วิธีการปลูกลงดินมาแนะนำเพิ่มเติมดังนี้

2.1 ปลูกร่วมกับพืชชนิดอื่น โดยพืชที่เข้ากันได้ดีคือต้นกล้วย เนื่องจากรากกล้วยกักเก็บความชุ่มชื้นในดินได้ดี และใบกล้วยยังช่วยพรางแสงให้กับผักกูด แต่ควรเสริมระบบให้น้ำด้วยสปริงเกอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น


2.2 ปลูกใต้สแลน กรองแสง 60–80% ควบคู่กับการตั้งสปริงเกอร์ให้น้ำเพิ่มความชุ่มชื้น โดยทำหลังคาสแลนสูง 1.5-2 เมตร หลังจากยกร่องแปลงปลูกให้มีพื้นที่ว่างระหว่างร่อง 1.5 เมตรเสร็จแล้ว ให้หว่านมูลสัตว์ปรับหน้าดิน ลงต้นพันธุ์ (แขนง) ความห่างระหว่างกอ 50×50 ซม. ช่วง 1 เดือนแรกให้น้ำทุก 3-4 ชม. พร้อมคอยสำรวจเก็บวัชพืชที่อาจติดมากับมูลสัตว์ออกไปให้หมดเพื่อจะได้ไม่ไปแย่งอาหาร และเพราะผักกูดเป็นพืชมีเมือก ทำให้ไม่มีแมลงมากัดกินดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีปราบแมลงศัตรูพืช และทุกๆ 3 เดือน ให้เติมปุ๋ยระหว่างกอต้นผักกูด จุดละครึ่งกิโลกรัม และปล่อยน้ำให้ชุ่มชื้น ใช้เวลาปลูกเพียงแค่ 6 เดือน จะเริ่มเก็บยอดได้ ขณะตัดยอดให้ตัดแต่งใบแก่ออกไปด้วย เพราะถ้าไม่ตัดออกจะทำให้ยอดใหม่แตกช้าและมีขนาดเล็ก

 ผักหนาม 

ผักหนาม หรือกะลี ชื่อวิทยาศาสตร์: Lasia spinosa เป็นพืชล้มลุกที่อยู่ในวงศ์ Araceae มันเป็นพืชที่มีเหง้าอยู่ใต้ดินโดยมีหนามเกาะอยู่เต็มลำต้น ใบเดี่ยว ผิวใบด้านล่างและก้านใบมีหนาม ดอกช่อมีกาบหุ้มช่อดอกขนาดใหญ่รองรับช่อดอก สีเหลือง ดอกย่อยจำนวนมาก ผลมีเมล็ดเดียว พบทั่วไปบริเวณริมน้ำหรือพื้นที่ชื้น ... วิกิพีเดีย

ผักหนาม ผักพื้นบ้าน 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

             ไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นเป็นเหง้าแข็งอยู่ใต้ดินทอดเลื้อย ทอดขนานกับพื้นดิน ตั้งตรงและโค้งลงเล็กน้อย ชูยอดขึ้น ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะมีน้ำขัง มีหนามแหลมตามลำต้น ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตร ยาวได้ถึง 75 เซนติเมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวลูกศร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก รอยเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ ใบกว้างมากกว่า 25 เซนติเมตร ยาว 30-40 เซนติเมตร มีหนามตามเส้นใบด้านล่าง ขอบใบเรียบหรือหยักเว้าลึก 9 พู ใบอ่อนม้วนเป็นแท่งกลม ปลายแหลม ก้านใบรูปทรงกระบอก ยาว แข็ง ยาว 40-120 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามก้านใบและเส้นกลางใบ ดอกออกเป็นช่อเชิงลด ทรงกระบอก เป็นแท่งยาวเท่าๆกับใบ ประมาณ 4 เซนติเมตร แทงออกมาจากกาบใบ ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 75 เซนติเมตรและมีหนาม มีดอกย่อยอัดกันแน่นเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ใบประดับเป็นกาบสีน้ำตาลแกมเขียวถึงสีม่วง กาบหุ้มม้วนบิดเป็นเกลียวตามความยาวของกาบ ยาวได้ถึง 55 เซนติเมตร ดอกเป็นช่อดอกแบบแท่งสแพดิก (spadix) ช่อดอกสีน้ำตาล ดอกตัวผู้อยู่ตอนบนและมีจำนวนมาก ดอกตัวเมียอยู่ตอนล่างและมีจำนวนน้อยกว่า ผลเรียงชิดกันแน่นเป็นแท่งรูปทรงกระบอก ผลสด หนาและเหนียว ผลอ่อนสีเขียวมีเนื้อนุ่ม ผลแก่สีเหลืองแกมแดง  ออกดอกราวเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และเป็นผลเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม พบตามริมคู คลอง หนอง บึง ตามร่องน้ำในสวน


สรรพคุณ    
              ตำรายาไทย ลำต้น ใช้แก้ไอ ขับเสมหะ ต้มน้ำอาบแก้คันเนื่องจากพิษหัดเหือด และไข้ออกผื่น สุกใส ดำแดง และใช้ถอนพิษ ใบ แก้ปวดท้อง แก้ไอ ราก ต้มน้ำให้เด็กแรกเกิดอาบ แก้เจ็บคอ รากและใบ ใช้ขับเสมหะ เหง้า เป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ ต้มน้ำอาบแก้คันเนื่องจากพิษหัด เหือด สุกใส ดำแดง และโรคผิวหนัง ทั้งต้น แก้ปัสสาวะพิการ ยอดอ่อนและใบอ่อนรับประทานเป็นผัก โดยนำมาลวก หรือต้มกับกะทิ หรือทำผักดอง กินกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นแกง แกงส้ม แกงไตปลา หรือผัด 
ผักหนามมีกรดไฮดรอไซยานิคซึ่งเป็นสารพิษ จึงต้องนำไปทำให้สุกหรือดองก่อนรับประทานเพื่อกำจัดพิษ


วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563

หญ้าแฝก พืชอนุรักษ์ดินและน้ำ

หญ้าแฝก พืชอนุรักษ์ดินและน้ำ

กลางเดือนพฤษภาคม 2563

เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน อุณหภูมิภายนอกยังร้อนระอุ แตะ 40 องศา ในช่วงบ่าย เกษตรกรอย่างเราได้แต่นั่งมองท้องฟ้าเมื่อไรหนอฟ้าจะประทานฝนพรหมลงมาบ้าง เพื่อคลายความร้อนลง แต่เราก็ไม่รั้งรอเริ่มวางแผนเตรียมเพาะปลูกและพัฒนาผืนดินรองรับพืชพันธุ์ต่าง ๆ ตามวิถีของเรา แม้ความกังวนเรื่องน้ำน้อยช่วงปลายปีก็ยังมีอยู่บ้าง แต่ก็จำเป็นต้องเสี่ยง ซึ่งก็เป็นอย่างนี้ในทุก ๆ ปี เพราะเกษตรกรน้ำฝน ต้องยอมรับสภาพ แม้จะพยายามหาแหล่งน้ำทั้งบาดาล และขุดสระเพื่อกักเก็บน้ำ แต่พอเจอสภาพอากาศร้อนแห้งแล้ง แหล่งน้ำที่กักเก็บไว้ก็แห้งเหือด  จนไม่สามารถทำการเพาะปลูกอะไรได้ผลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และสระน้ำที่ขุดลอกไว้กักเก็บน้ำก็มีการตื่นเขินเพราะคันดินสไลด์ลง

โชคดีของเราโครงการในพระราชดำริเชาชะงุ้ม โดยศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม มีนโยบายมอบ หญ้าแฝก ให้แก่เกษตรกรเพื่อนำไปใช้ปรับสภาพดิน และพื้นฟูแหล่งน้ำ ต้องขอขอบคุณอย่างสูง


รับต้นกล้าหญ้าแฝกจาก
โครงการในพระราชดำริเขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้เกี่ยวกับหญ้าแฝก จึงได้ไปค้นคว้าข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นแนวทางการปลูกในพื้นที่ของตนเอง และนำมาบันทึกไว้เป็นความรู้

ลักษณะหญ้าแฝก เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวตระกูลหญ้าชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย  ขึ้นเป็นกอ หน่อเบียดกันแน่น ใบของหญ้าแฝกมีลักษณะแคบยาว ขอบขนานปลายสอบแหลม ด้านท้องใบจะมีสีจางกว่าด้านหลังใบ มีรากเป็นระบบรากฝอยที่สานกัน แน่นยาว หยั่งลึกในดิน มีข้อดอกตั้ง ประกอบด้วยดอกขนาดเล็ก ดอกจำนวนครึ่งหนึ่งเป็นหมัน

การที่หญ้าแฝกถูกนำมาใช้ปลูกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เนื่องมาจากมีลักษณะเด่นหลายประการ ดังนี้

1.       มีการแตกหน่อรวมเป็นกอ เบียดกันแน่น ไม่แผ่ขยายด้านข้าง

2.       มีการแตกหน่อและใบใหม่ ไม่ต้องดูแลมาก

3.       หญ้าแฝกมีข้อที่ลำต้นถี่ ขยายพันธุ์โดยใช้หน่อได้ตลอดปี

4.       ส่วนใหญ่ไม่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ทำให้ควบคุมการแพร่ขยายได้

5.       มีใบยาว ตัดและแตกใหม่ง่าย แข็งแรงและทนต่อการย่อยสลาย

6.       ระบบรากยาว สานกันแน่น และช่วยอุ้มน้ำ

7.       บริเวณรากเป็นที่อาศัยของจุลินทรีย์

8.       ปรับตัวกับสภาพต่าง ๆ ได้ดี ทนทานต่อโรคพืชทั่วไป

9.       ส่วนที่เจริญต่ำกว่าผิวดิน ช่วยให้อยู่รอดได้ดีในสภาพต่าง ๆ


การเตรียมดินปลูกหญ้าแฝก

1.       การกำจัดวัชพืชและเตรียมพื้นที่

2.       การปลูกหญ้าแฝกในช่วงต้นฤดูฝน พื้นที่ปลูกต้องมีความชุ่มชื้น

3.       การเตรียมแนวร่องปลูก โดยการวางแนวร่องปลูกขวางความลาดชัด ตามแนวระดับขนานไปตามสภาพพื้นที่

4.       การใส่ปุ๋ยหมักรองกันหลุมในแนวร่องปลูก เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน

5.       การปลูกกล้าหญ้าแฝกในแปลงปลูก โดยการใช้กล้าเพาะชำถุงขนาดเล็ก ใช้ระยะปลูก 10 เซนติเมตร หรือกล้ารากเปลือยใช้ระยะปลูก 5 เซนติเมตร

6.       ความห่างของแถวหญ้าแฝกแต่ละแถว ขึ้นกับความลาดเทของพื้นที่ และชนิดของพื้นที่ปลูก โดยขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ แต่โดยทั่วไปจะใช้ระยะห่างทางแนวดิ่ง 1.5-3 เมตร

7.       กลบดินในร่องปลูกให้ต่ำกว่าระดับผิวดินปกติ เพื่อให้น้ำขัง และซึมลงดินได้ ช่วยให้ดินชุ่มชื้นขึ้น

8.       ควรปลูกซ่อมแซมให้ได้แนวรั้วหญ้าแฝกที่เป็นแนวยาวต่อเนื่อง

การดูแลรักษาหญ้าแฝก

1.       การคัดเลือกกล้าที่มีคุณภาพ กล้าหญ้าแฝกที่มีคุณภาพโดยทั่วไปเป็นกล้าที่มีอายุ 45 ถึง 60 วัน เมื่อนำกล้าที่แข็งแรงมาปลูกก็จะได้แนวรั้วหญ้าแฝก ที่มีการเจริญเติบโตแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ

2.       การเลือกช่วงเวลาปลูก การปลูกหญ้าแฝกในช่วงต้นฤดูฝนจะเหมาะสมที่สุด สภาพของดินที่ปลูกในช่วงต้นฤดูฝนจะมีความชุ่มชื้นสูงติดต่อกันมากกว่า 15 วันขึ้นไป

3.       การตัดใบ ในช่วงต้นฤดูฝนให้ตัดใบหญ้าแฝกให้สั้น สูงจากพื้นผิว 5 เซนติเมตร เพื่อให้เกิดการแตกหน่อใหม่ และกำจัดหน่อแก่ที่แห้งตาย ในช่วงกลางฤดูฝนให้เกี่ยวใบสูง ไม่ต่ำกว่า 45 เซนติเมตร เพื่อให้มีแนวกอที่หนาแน่นในการรับแรงปะทะของน้ำไหลบ่า และในช่วงปลายฤดูฝน เกี่ยวใบให้สั้น 5 เซนติเมตร อีกครั้งเพื่อให้หญ้าแฝกแตกใบเขียว ในฤดูแล้ง

4.       การดูแลรักษาตามความเหมาะสม ในต้นฤดูฝนให้ใส่ปุ๋ยหมักตามแถวหญ้าแฝกก็จะเป็นการช่วยให้หญ้าแฝกมีการเจริญเติบโตดีขึ้น และกำจัดวัชพืชข้างแนวจะเป็นการช่วยให้สังเกตแนวหญ้าแฝกได้ชัดเจน ช่วยให้หญ้าแฝกเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และเพื่อป้องกันการไถแนวทิ้งเนื่องจากสังเกตไม่เห็น

5.       การปลูกซ่อมและแยกหน่อแก่ออก การปลูกซ่อมแซมในช่วงฤดูฝนจะทำให้ได้แนวรั้วหญ้าแฝกที่แข็งแรง และควรตัดแยกหน่อแก่ที่ออกดอก หรือแห้งออกไป เพื่อจะให้หน่อใหม่ได้แทรกขึ้นมาได้อย่างเต็มที่

การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่เกษตรกรรมมีจุดประสงค์ที่สำคัญเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งประกอบด้วย

1.       การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ลาดชัน

ควรปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวตามแนวระดับขวางความลาดเทในต้นฤดูฝน โดยการทำแนวร่องปลูกตามแนวระดับ ใช้ระยะระหว่างต้น 5 เซนติเมตร สำหรับกล้ารากเปลือยและระยะ 10 เซนติเมตร สำหรับกล้าถุง ระยะห่างแถวตามแนวดิ่งไม่เกิน 2 เมตร หญ้าแฝกจะเจริญเติบโตแตกกอชิดกันภายใน 4-6 เดือน

2.       การปลูกเพื่อควบคุมร่องน้ำและกระจายน้ำ

นำกล้าหญ้าแฝกในถุงพลาสติกที่มีการแตกกอ และแข็งแรงดีแล้วไปปลูกในร่องน้ำ โดยขุดหลุมปลูกขวางร่องน้ำ เป็นแนวตรง หรือแนวหัวลูกศรชี้ย้อนไปทิศทางน้ำไหล อาจใช้กระสอบทรายหรือก้อนหิน ช่วยทำคันเสริมฐานให้มั่นคงตามแนวปลูกหญ้าแฝก ระยะห่างระหว่างต้น 5 เซนติเมตร สำหรับกล้ารากเปลือย และ 10 เซนติเมตร สำหรับกล้าถุง และระหว่างแนวปลูกหญ้าแฝกไม่เกิน 2 เมตร ตามแนวตั้งหลังจากเกิดคันดินกั้นน้ำ ควรปลูกหญ้าแฝกต่อจากแนวคันดินกั้นน้ำออกไปทั้งสองข้าง เพื่อเป็นการกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก

3.       การปลูกเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในสวนผลไม้

ควรปลูกหญ้าแฝกในสวนผลไม้ ระยะที่ไม้ผลยังไม่โต หรือปลูกก่อนที่จะลงไม้ผล โดยปลูกแถวหญ้าแฝกขนานไปกับแถวของไม้ผลที่ระยะกึ่งกลางของแถวไม้ผล หรือปลูกเป็นรูปครึ่งวงกลมให้ห่างจากโคนต้นไม้ผล 2.5 เมตร เพื่อไม้ผลเจริญเติบโตขึ้นมาคลุมพื้นที่ หญ้าแฝกจะตายไปกลายเป็นอินทรีย์วัตถุในดินต่อไป

4.       การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ดอนที่ปลูกพืชไร่

การปลูกหญ้าแฝกตามแนวระดับในพื้นที่ดอนที่ปลูกพืชไร่ โดยการขุดร่องปลูกตามแนวระดับ ระยะห่างระหว่างต้น 5 เซนติเมตร สำหรับกล้ารากเปลือย และ 10 เซนติเมตร สำหรับกล้าถุง ควรใช้ปุ๋ยหมักรองพื้นก่อนปลูกหญ้าแฝก หรือปลูกหญ้าแฝกเป็นแนะระหว่างแถวปลูกพืชไร่ และควรปลูกในสภาพดินที่มีความชุ่มชื้น ในช่วงต้นฤดูฝน

5.       การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ราบหรือพื้นที่ลุ่ม

ในสภาพพื้นที่ราบหรือพื้นที่ลุ่ม ที่มีการปรับสภาพเป็นแปลงยกร่องเพื่อปลูกพืชนั้น สามารถปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวรอบขอบเขตพื้นที่ หรือปลูกที่ขอบแปลงยกร่องหญ้าแฝก จะช่วยยึดดินไม่ให้พังทลาย และรักษาความชื้นในดินเอาไว้

6.       การปลูกรอบขอบสระเพื่อกรองตะกอนดิน

ควรปลูกตามแนวที่ระดับน้ำสูงสุดท่วมถึง 1 แนว และปลูกเพิ่มขึ้นอีก 1-2 แนวเหนือแนวแรก ซึ่งขึ้นอยู่กับความลึกของขอบสระ ระยะห่างระหว่างต้น ๕ เซนติเมตร สำหรับกล้ารากเปลือย และ 10 เซนติเมตร สำหรับกล้าถุง โดยขุดหลุมปลูกต่อเนื่องกันไป ในระยะแรกควรดูแลปลูกซ่อมแซมให้แถวหญ้าแฝกเจริญเติบโตหนาแน่น เมื่อน้ำไหลบ่ามาลงสระ ตะกอนดินที่ถูกพัดพามากับน้ำ จะติดค้างอยู่กับแถวหญ้าแฝก ส่วนน้ำจะค่อย ๆ ไหลผ่านลงสู่สระ และระบบรากของหญ้าแฝกยังช่วยยึดติดดินรอบ ๆ ขอบสระไม่ให้เกิดการพังทลาย

รูปแบบการปลูกหญ้าแฝกตามหลักวิชาการ

เพื่อให้การดำเนินการปลูกหญ้าแฝกตามโครงการนี้มีรูปแบบที่ชัดเจน จึงได้มีการกำหนดรูปแบบการปลูกที่สามารถนำไปปฏิบัติในพื้นที่ได้ ซึ่งประกอบด้วย

1.       การปลูกในระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

การปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวเดี่ยวขวางความลาดชันของพื้นที่ ถ้าใช้กล้าแบบรากเปลือยจะปลูกระยะระหว่างต้น 5 เซนติเมตร ถ้าเป็นกล้าถุงพลาสติก ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 10 เซนติเมตร โดยปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวตามแนวระดับ ให้มีระยะห่างระหว่างแถว ตามแนวดิ่งไม่เกิน 2 เมตร ความยาวของแถวหญ้าแฝกขึ้นกับสภาพพื้นที่ และพื้นที่ว่างระหว่างแถวหญ้าแฝกจะเป็นพื้นที่ปลูกพืชหลัก

2.       สระน้ำปลูก 2 แถว

แถวที่ 1 ปลูกห่างขอบบ่อ 50 เซนติเมตร จนรอบบ่อ

แถวที่ 2 ปลูกที่ระดับทางน้ำเข้า จนรอบบ่อ

3.       อ่างเก็บน้ำปลูก 3 แถว

แถวที่ 1 ปลูกที่ระดับทางน้ำล้นจนรอบอ่าง ยกเว้นบริเวณคันหรือสันอ่างเก็บน้ำ

แถวที่ 2 ปลูกที่ระดับสูงกว่า แถวที่ 1 ตามแนวตั้ง 20 เซนติเมตร จนรอบอ่าง ยกเว้นบริเวณคัน หรือสันอ่างเก็บน้ำ

แถวที่ 3 ปลูกที่ระดับต่ำกว่า แถวที่ 1 ตามแนวดิ่ง 20 เซนติเมตร จนรอบอ่าง ยกเว้นบริเวณคันหรือสันอ่างเก็บน้ำ

4.       ปลูกริมคลองส่งน้ำ 1 แถว ห่างขอบคลองส่ง 30 เซนติเมตร

5.       ปลูกบนร่องสวน 1 แถว ห่างขอบแปลง 30 เซนติเมตร

6.       ปลูกอยู่บนไหล่ถนน 1 แถว สำหรับถนนหรือทางลำเลียง

7.       ปลูกครึ่งวงกลมล้อมต้นไม้

ต้นไม้ขนาดเล็ก รัศมีขนาด 1 เมตร เป็นระยะทาง 3 เมตร

ต้นไม้ขนาดกลาง รัศมีขนาด 2 เมตร เป็นระยะทาง 6 เมตร

ต้นไม้ขนาดใหญ่ รัศมีขนาด 3 เมตร เป็นระยะทาง 9 เมตร

8.       ปลูกวงกลมล้อมต้นไม้

ต้นไม้ขนาดเล็ก รัศมีขนาด 1 เมตร เป็นระยะทาง 6 เมตร

ต้นไม้ขนาดกลาง รัศมีขนาด 2 เมตร เป็นระยะทาง 12 เมตร

ต้นไม้ขนาดใหญ่ รัศมีขนาด 3 เมตร เป็นระยะทาง 18 เมตร

การปลูกหญ้าแฝกทุกครั้งจะต้องปลูกให้ต้นชิดติดกันเป็นแถว ไม่ว่าจะเป็นกรณีแถวตรงหรือแถวโค้งรอบต้นไม้ก็ตาม ถ้าใช้กล้าถุงมีระยะปลูกระหว่างต้น 10 เซนติเมตร และกล้ารากเปลือยระยะปลูก 5 เซนติเมตร

ที่มาสำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน  กรมพัฒนาที่ดิน  
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

เก็บไว้ดูเป็นความรู้

 

                                                                    


วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

การปลูกปอเทืองในนาข้าว

ปอเทือง...พืชปรับปรุงบำรุงดิน
      
    วันนี้  อุณหภูมิความร้อนระหว่างวัน ยังคงสูง เมื่อตะวันคล้อยบ่าย แสงแดดเหมือนจะแผดเผาทุกอย่างให้มอดไหม้ อย่างไรก็ตามเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว พอจะมีฝนประพรหมชโลมผืนดินลงมาบ้างให้คลายความร้อน  เราชาวนา-ชาวไร่ ก็เริ่มเตรียมการเพาะปลูก 
       เป็นความโชคดีของเรา ที่ศูนย์ศึกษาพัฒนาป่าเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี โดยโครงการในพระราชดำริเขาชะงุ้ม แจกต้นกล้าหญ้าแฝก และปอเทือง พืชที่ใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน จึงได้เดินทางไปขอรับทางศูนย์ฯ มอบให้มา จำนวน 4 กระสอบ และหญ้าแฝก จำนวน 2,000 ต้น โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูง
       ด้วยความที่ยังไม่เคยปลูกจึงเข้าไปค้นหาข้อมูลเพื่อเป็นข้อมูลและแนวทางการหว่านปอเทือง ได้ข้อมูลมา  ขอบันทึกไว้ในที่นี้ เพื่อเก็บไว้ศึกษา 
            เริ่มหว่าน วันที่ 9 พฤษภาคม 2563 เนื้อที่ 10 ไร่
                                          ปอเทืองหว่านในนาข้าว อายุ 1 เดือน

การปลูกปอเทืองในนาข้าว

 ปอเทือง เป็นพืชตระกูลถั่ว ลักษณะเป็นไม้พุ่มความสูง 100–300 เซนติเมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม ดอกสีเหลือง ฝักเป็นรูปทรงกระบอก เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้ำตาล ความยาว ประมาณ 6 มิลลิเมตร มี 10 -20 เมล็ด/ฝัก ปอเทืองเป็นพืชที่ต้นทุนในการปลูกต่ำและทนแล้ง โดยนอกจากเก็บเมล็ดพันธุ์ขายแล้วยังสามารถไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อใช้ปรับคุณภาพดินได้


วิธีการปลูกปอเทืองในนาข้าว

 

การเตรียมดินและการปลูกปอเทือง มี 2 วิธี คือ



1. ปลูกโดยไม่ต้องเตรียมดิน ซึ่งทำโดยก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองหว่าน 1–2 วัน แล้วจึงใช้รถเก็บเกี่ยวข้าว วิธีนี้จะสูญเสียเมล็ดพันธุ์มากจากการกลบของฟางข้าว หรือหลังการเก็บเกี่ยวข้าวใช้เมล็ดปอเทืองหว่านตามร่องรถเกี่ยวข้าวแล้วกระจายฟางข้าวให้ทั่วแปลง หรือจะเก็บฟางข้าวไว้เลี้ยงสัตว์ก็ได้ วิธีนี้จะได้ใช้พื้นที่มากขึ้น

 2. การปลูกโดยการเตรียมดินทำได้โดยใช้รถไถขณะดินมีความชื้นอยู่ แล้วหว่านเมล็ดปอเทือง จะคราดกลบหรือไม่ก็ได้ ถ้าคราดกลบจะงอกได้สม่ำเสมอและเจริญเติบโตดี หรือ ปลูกโรยเป็นแถว ระหว่างแถว 80 – 100 เซนติเมตร หรือปลูกเป็นหลุม ใช้ระยะปลูก 50x100 หลุม ๆ ละ 1–3 ต้น โดยอัตราเมล็ดที่ใช้ปลูกแบบหว่านเพื่อไถกลบใช้เมล็ดประมาณ 3 – 5 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกเป็นหลุมใช้เมล็ด 2 – 4 กิโลกรัมต่อไร่

การดูแลรักษา : หลังการหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองแล้วประมาณ 3 –5 วัน จะงอกโดยอาศัยความชื้นที่มีอยู่ในดินไม่ต้องให้น้ำ เมื่ออายุ 2 – 3 สัปดาห์ ต้องพรวนดินกลบโค่นและกำจัดวัชพืช  ใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา  20–30 กิโลกรัมต่อไร่  พ่นยากำจัดเชื้อราและแมลงศัตรูพืชเมื่ออายุ 50–60 วัน ดอกเริ่มบานจากข้างล่างก่อน หลังดอกร่วงโรยจะติดฝักจากข้างล่างก่อนเช่นเดียวกัน ฝักจะแก่เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 120–130 วัน



การเก็บเกี่ยวผลผลิต มี 2 วิธี คือ ใช้รถเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยว แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุนเพราะลำต้นของมันมีความแข็งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรได้ และสำหรับเกษตรกรจะได้ผลผลิตค่อนข้างต่ำจึงไม่คุ้มต่อการลงทุน และอีกวิธีคือการใช้เคียวเกี่ยวผึ่งแดดไว้ 3–4 แดด นำมาใส่กระสอบแล้วทุบให้  ฝักแตก หรือนำมากองบนผ้าใบ บนตาข่าย บนลานแล้วใช้รถย่ำในบริเวณแปลงนาได้เลย ผลผลิตเฉลี่ย 80-120  กิโลกรัมต่อไร่ ราคาเฉลี่ย  20 – 25 บาทต่อกิโลกรัม

การใช้ประโยชน์

ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่วที่ให้น้ำหนักสดต่อไร่ 2 -5 ตัน/ไร่  เมื่อไถกลบจะปลดปล่อยธาตุอาหาร โดยเฉพาะไนโตรเจนในปริมาณสูง นิยมปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับดิน  โดยเฉพาะ ในการปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ เจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่ดอน โดยปลูกในรูปแบบของพืชหมุนเวียน โดยหว่านหรือโรยเมล็ดก่อนการปลูกหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย หรืออาจปลูกในรูปแบบของพืชแซม โดยปลูกระหว่างแถวพืชหลัก เช่น ระหว่างแถว อ้อย  มันสำปะหลัง แล้วไถ/สับกลบเมื่อปอเทืองอายุประมาณ 50 – 60 วัน ในขณะที่ดินยังมีความชื้นแล้วทิ้งไว้ 7 – 10 วัน ปลูกหลังจากพืชหลัก

         ที่มาของข้อมูล : กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว

 

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

สวนป่าหลังบ้าน

        "แม่รักษาต้นไม้ในที่ดินส่วนตัวไว้ให้ลูก อนาคตลูกคนไหนจะปลูกบ้าน จะได้มีไม้ใช้ หรือหากจะซ่อมแซมบ้าน หรือทำอะไร จะได้ไม่ต้องไปหาที่ไหน ต่อไปไม้จะหายาก" เป็นคำพูดซ้ำ ๆ ของแม่ ตั้งแต่จำความได้ 

    ที่ดินทำกินของครอบครัว เป็นมรดกตกทอดมาจากปู่ ย่า ตา ยาย เมื่อมาถึงรุ่นพ่อ แม่ ยังเป็นผืนป่าโปร่ง ยังไม่ได้แผ้วถางเพื่อทำประโยชน์ สมัยเด็กจำได้ดี ป่าจะเป็นแหล่งอาหารสำคัญของครอบครัว หนอไม้  เห็ดโคน ผักหวานป่า หรือผักอื่น ๆ แม้แต่ผลไม้ป่าในสมัยนั้น ก็มีให้เด็ก ๆ เก็บกิน คลายความหิว เพราะสมัยก่อนไม่มีขนมกรุปกรอบ ไม่มีร้านสะดวกซื้อ เหมือนสมัยนี้ 

    เมื่อถึงช่วงเวลาที่ครอบครัว จำเป็นต้องถางป่าเพื่อเพาะปลูก แม่จึงกันพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้เป็นป่าหลังบ้าน เว้นไม้เนื้อแข็งไว้สำหรับก่อสร้าง เช่น มะค่า ไม้แดง ตะคร้อ สมอ  และอีกหลาย ๆ ชนิด  มาถึงยุคสมัยนี้ที่แม่จากไปนานแล้ว ลูก หลาน ได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ลูก ปลูกบ้าน ก็ใช้ไม้ที่แม่เว้นไว้ให้นี้แหละ แม้จะรู้สึกเสียดาย ถึงคราวนี้  ลูกจะปลูกป่า คืนแม่แล้วนะ  และลูกจะทำป่าเล็ก ๆ หลังบ้านเรา ให้เป็นป่าที่มีประโยชน์ กับครอบครัวเราให้มากที่สุด...

ผืนป่าเล็ก ๆ หลังบ้าน  มีกิน มีใช้ มีเหลือขายสร้างรายได้ให้ครอบครัว

ผักหวานป่า แทรกในไร่ชะอม  เพื่อให้เป็นพืชพี่เลี้ยง  ณ ตอนนี้สามารถเก็บผลผลิตรับประทานได้แล้ว และเริ่มมีเหลือขายได้บ้างแล้ว

ผักหวานป่า แทรกในป่าเบญจพรรณ  ตอนนี้ผักหวานป่า  เริ่มเก็บผลผลิตได้บ้างแล้ว

ผักหวานป่า  แทรกป่าเบญจพรรณ






โรงเรียนเพาะเห็ด
ล้อมรอบด้วยป่าเบญจพรรณ  เป็นอาหารบ้าง เป็นยาบ้าง เป็นพืชเพื่อใช้งานบ้าง
ความมั่นคงระยะยาว  ของครอบครัวเรา

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

ลูกหัวติดต่อ

บันทึกเกษตรกรมือใหม่ : ต้นไม้หลังบ้าน“ลูกหัวติดต่อ”
ระหว่างรอคอยพัฒนาการของต้นฟักข้าว และการเจริญเติบโตของเมล็ดพันธ์ที่เพิ่งเพาะลงในผืนดิน อยากพาไปดูต้นทุนที่มีอยู่หลังบ้าน เป็นพันธ์ไม้ชนิดต่าง ๆ ที่แม่เอามาปลูกบ้าง ขึ้นเองตามธรรมชาติบ้าง มีหลากหลายเนื่องจากว่าหลังบ้านนั้น เป็นป่าละเมาะเล็ก ๆ เนื้อที่ไม่กว้างนัก แต่มีพรรณไม้ที่หลากหลาย แต่ละชนิดสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย ทั้งไผ่ป่า  ไม้เต็งรัง  มะค่า  ไม้แดง ไม้เหล่านี้มีอายุหลายสิบปีเมื่อจำเป็นก็นำมาใช้ แม่อนุรักษ์ให้เป็นป่าไม้ธรรมชาติมานาน ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นอยู่อย่างนี้ ปัจจุบันก็ยังอยู่อย่างนี้ ทำให้เป็นพื้นที่อาศัยของพรรณไม้ชนิดอื่น ๆ รวมทั้งเห็ดโคน มีให้กินทุกปีเมื่อถึงฤดูกาล
ต้นไม้ชนิดแรกที่อยากแนะนำ เพราะเป็นช่วงฤดูกาลที่กำลังผลิ-ดอก ออกผลให้คนกินเป็นอาหาร “ชะเอมสวน” เป็นภาษาที่รู้จักกันโดยทั่วไป แต่ภาษาถิ่นที่บ้านรู้จักมาแต่เล็กแต่น้อยเรียกว่า “ลูกหัวติดต่อ” คงเป็นเพราะลักษณะทางพันธุกรรมของมันที่ขั้วผล จะมี 2 ผล หัวติดกัน ผลอ่อนมีสีเขียวคล้ายฟันเฟือง นิยมจิ้มน้ำพริกบางคนชอบต้ม บางคนชอบดิบ สุดแล้วแต่ ส่วนตนเองชอบทั้งสองอย่างผลสดก็กินกรอบ ๆ ต้มสุกแล้วจะเพิ่มรสหวานอร่อยไปอีกแบบ จิ้มน้ำพริกเผา กินกับปลาทูนึ่งทอด
ในความคิดหนึ่งเกิดอยากรู้ว่า  เจ้าลูกหัวติดต่อนี้  ที่อื่น ๆ เขามีกันไหมนะ แล้วถ้ามีเขาตั้งชื่อว่าอะไร  จึงลองเข้าไปค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่มาที่แสนง่ายดาย กูเกิ้ล  เว็ปไซท์  ยอดฮิต และเป็นเวปที่เราสามารถหาข้อมูลอะไรก็ได้เท่าที่ผ่านมายังไม่เคยหาอะไรไม่เจอเลย  ก็พบว่า “ชะเอมไทย” ที่บ้านเราเรียกว่า “ลูกหัวติดต่อ” นั้น  บางพื้นที่อื่นเขาเรียกว่า อ้อยสามสวน กอน ขมเหลือง เครือเขาขมเหลือง
มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า : Myriopteron extensum   Schum.
ชื่อวงศ์ :PERIPLOCACEAE
ลักษณะไม้เถาขนาดกลาง มีน้ำยางขาว ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีหรือค่อนข้างกลม กว้าง 5-6.5 ซม. ยาว 8-9 ซม. ก้านใบเรียว ยาว 1.5-4 ซม. ดอก ออกเป็นช่อหลวมๆตามซอกใบ ยาว 7-18 ซม. ดอกย่อยมีขนาดเล็ก กลีบรองดอกเล็กมาก กลีบดอกรูปหอก ขนาด 0.8 ซม. ผล รูปกระสวย ลักษณะเป็นพูทรงกลม ปลายแหลมมน เปลือกนอกบาง ออกเป็นคู่ เมื่อแก่จะแห้งแตกตามรอยตะเข็บเพียงด้านเดียว กว้าง 2 ซม. ยาว 7.5 ซม เมล็ด รูปรียาว 0.8 ซม.
เถามีรสหวาน คนพื้นบ้านนิยมตัดเป็นท่อนๆให้เด็กเคี้ยวเพื่อให้ชุ่มคอ และแก้เจ็บคอ
ข้อมูลจากเอกสาร : หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 3
ตอนนี้ชะเอม  ที่ริมป่าหลังบ้านกำลังออกลูกดกพอสมควร มันถูกแปรรูปเป็นอาหารไปหลายมื้อแล้ว ตอนเก็บผลค่อนข้างลำบากเพราะชะเอม เป็นไม้เถามันไต่ขึ้นไปบนยอดสะเดาบ้าง  มะขามบ้างตามแต่ใจของพันธุ์ไม้เลื้อยใกล้ต้นไหนก็ขออาศัยพักพิง วิธีการที่ง่ายที่สุดคือการตัดกิ่งไม้หลักให้หล่นลงมาเพื่อเก็บกินได้ง่าย ถือเสียว่าเป็นการตัดแต่งกิ่งไม้ไปในตัว
                เห็นลูกชะเอมห้อยระย้า ทำให้ความคิดเริ่มบันเจิดไปเรื่อย ๆ ถึงสวนพอเพียงในฝันของฉัน ฉันจะทำมันให้เป็นสวนสมุนไพรอาหารป่าหายาก และแล้วแผนผังไร่เล็ก ๆ ของฉันก็ผุดขึ้นในความคิด
                ตอนนี้ฉันมีที่ดินอยู่ 1 ไร่เศษ ปลูกรวกหวานไปแล้ว 30 ต้น มีที่ว่างอีกเล็กน้อย ฉันลงมือปลูกฝักข้าวไปแล้ว 150 ต้น (จะเป็นครบทุกต้นหรือเปล่า ยังลุ้น) พื้นที่ตามแนวริมถนนฉันจะปลูกแก้วมังกร ให้เป็นผลไม้ไว้กิน สลับต้นฟักข้าว ฉันจะปลูกชะเอมสวน  และใบหญ้านาง สลับกันไป เมื่อไรที่ผลชะเอมแก่เต็มที่ฉันจะสอยลงมาแกะเมล็ดตากแห้ง แล้วก็เพาะเพื่อขยายพันธ์ต่อไป 

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

บันทึกเกษตรกรมือใหม่

วันนี้บันทึกหลังจากลงมือเพาะเมล็ดพันธ์  ฟักข้าวและชำกิ่งพันธ์ เมื่อวันที่  21 พฤศจิกายน 2553 ล่วงเลยไป 15 วันแล้ว รดน้ำเช้าเย็นทุกวัน พร้อม ๆ กับคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ให้เห็นเลย  มีเพียงต้นคะน้า ที่เพาะพร้อมกัน ตอนนี้แตกยอดอ่อนงอกงามน่าดู ต้องรีบทำแปลงใหม่เพื่อขยายต้นกล้า ไม่ให้แน่นเกินไป
สุดสัปดาห์นี้  มีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน เป็นโอกาสที่จะได้ถากถางดงหญ้าค้างหลายปี และวัชพืชต่าง ๆ เพื่อทำแปลงผัก ที่ดินตรงนี้ไม่ได้ทำประโยชน์มานานหลายปีก่อน เคยใช้เลี้ยงไก่เนื้อ และเลิกไปช่วงที่ไข้หวัดนกระบาดจึงประยุกต์โรงเรือนเลี้ยงไก่ เป็นโรงเรือนเพาะเห็ด ก็ใช้ได้ดีทีเดียว ผืนดินตรงนี้ใกล้กับโรงเรือนที่พักคนงาน ครั้งนี้เราลงมือทำเอง ต้องตามเก็บเศษของวัสดุเหลือใช้  ที่คนงานทิ้งเอาไว้ทับทม มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเศษแก้ว ขวดเบียร์ ขวดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เศษกระจก เศษขวดเสปร์น้ำหอม เศษซองผงซักฟอก ยาสระผม ถุงพลาสติก หลอดไฟ กระเบื้องเก่าแตกหัก กระป๋องสี และอื่น ๆ อีกมากมาย ทับถมกันอยู่ในหญ้าและวัชพืช สร้างความยุงยากในการกำจัดและทำความสะอาดมากทีเดียว ทำไปก็คิดในใจว่า เวลาผ่านไปนานกว่า 10 ปี เศษขยะเหล่านี้ไม่ได้ย่อยสลายเลยแม้แต่น้อย หากเอาเศษขยะเหล่านี้ทั่วโลกมากองรวมกันคงสูงราว ๆ ภูเขาลูกใหญ่ ๆ
แล้วฉันจะกำจัดมันอย่างไรดี  เริ่มแรกลากมากองรวมกันใช้หญ้าแห้งเป็นเชื้อเพลิงแล้วจุดไฟเผา พอไฟลุกได้ไม่นานปรากฏว่า มีเสียงปะทุราวระเบิดกัมปนาท พร้อม ๆ กับเศษขยะ และเศษกระเบื้องแตกกระจายไปไกล กว่า 3 เมตร น่าหวาดเสียว ต้องรีบหลบอันตรายมาก มิหนำซ้ำพอไฟมอดแล้ว ยังไม่สามารถกำจัดเศษวัสดุดังกล่าวได้หมด มันกลับกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยให้เราเก็บอีกรอบ
ฉันนั่งกุมขมับอีกรอบ คราวนี้จะทำอย่างไรกับมัน ฉันขุดหลุมลึกพอประมาณและกวาดเศษวัสดุลงไปนอนก้นหลุมกลบจนมิดชิด คิดในทางขบขัน “นี่อีก 1,500 ปีข้างหน้า หากลูกหลานนักโบราณคดีของฉัน มาขุดพบคงดีใจมากที่พบร่องรอยบรรพบุรุษ เป็นซากข้าวของเครื่องใช้สมัยเรา พวกเขาคงค่อย ๆ บรรจงเก็บอย่างทะนุทนอมไม่ให้มันบุบสลาย แล้วนำไปเก็บไว้ในพิพิธพันธ์ให้เด็ก ๆ ทัศน์ศึกษาแน่ ๆ ไม่น่าเผาเลยเรา หากพวกเขาขุดพบ จะได้เห็นเศษวัสดุที่สภาพยังดี เผลอ ๆ นำไปใช้งานได้อีกด้วย แต่ไม่ต้องห่วงทั่วประเทศยังมีอีกมากมาย คิดอีกทางหนึ่งเศษวัสดุที่พวกเขาค้นพบนี้ อาจเป็นหลักฐานทางธรณีวิทยา ให้พวกเขาทำนายสาเหตุการล่มสลายของโลกในยุคเราก็เป็นไปได้

ระหว่างขุดแปลงปลูกผัก ถากหญ้า รดน้ำพรวนดินไปด้วย ผืนดินบริเวณนั้นมีต้นไม้ยืนต้นตาย 3 ต้น และต้นที่ทำให้มันตายอีก 2 ต้น ฉันเอามะกรูดไปปลูกแทนส้มโอ ที่ตายเพราะถูกกาฝากดูดน้ำเลี้ยง เอาเถาพลูกินกับหมากของแม่ไป จิ้มไว้รอบ ๆ โคนต้นไม่อยากให้มันสูญพันธุ์โตขึ้นมันจะได้อาศัยซากส้มโอเพราะ  ต้นน้อยหน่า แห้ง เอาต้นหญ้านางไปปลูกที่โคนต้น หวังว่าจะได้เอาไว้เก็บใบไปต้มหนอไม้กิน ของชอบเชียวละ แถมยังเป็นยาของพี่สาวยามเมื่อมีอาการออกร้อนวูบวาบ  ตามตัวก็ใช้ใบหญ้านางคั้นน้ำกิน 2-3 วันก็หาย  แถมพี่ชาย เป็นเบาหวาน ยังกินเพื่อลดน้ำตาล ในเลือดได้ด้วย มหัศจรรย์มาก พืชชนิดนี้   โคนต้นแห้งของพืชที่เหลือ เอาแก้วมังกร ไปปลูกหวังให้มันเลื้อยขึ้นไปอาศัย
ขณะนั่งพักเหนื่อย ก็วาดแผนที่ ว่าตรงข้างถนนตามแนวสายไฟจะปลูกแก้วมังกร ให้เป็นแถวได้พันธ์มาจากเมืองกาญจน์  เจ้าของเขาคุยหนักหนาว่าหวานเจี๊ยบ  หัวแปลงท้ายแปลงจะปลูกมะเขือของโปรด หาต้นแค มาปลูกสักต้นแต่จะลองเอาเมล็ดแก่มาปลูกก่อน  พริกหอม มีต้นเก่าอยู่แล้ว 2 ต้น ปลูกพริกชี้ฟ้า และพริกหยวกเพิ่ม ปลูกถั่ว
ทั้งนี้ทั้งนั้น  เมื่อทำแปลงเสร็จแล้ว ต้องรีบทำรั้ว เอาตาข่ายมากั้น ประเดี๋ยวเจ้าตัวร้ายไก่จอมแสบ จะมาคุ้ยเขี่ยเสียหาย รวมทั้งหมาจอมซน จะมาเปิดสนามแข่งมาราธอน เราจะอดกินผักปลอดสารพิษกันพอดี
ส่วนที่ปลูกฟักข้าวนั้น ตั้งใจปลูกต่อจากแปลงผัก และดงรวก ตรงนี้ต้องให้รถไถช่วยพรวนดินให้เพื่อความรวดเร็วและทุ่นแรงงานคน พี่ชายลงมือตัดต้นไผ่ป่าหลังบ้าน เพื่อใช้ต้นทำนั่งร้านให้มันเลื้อยอาศัย ระหว่างต้นจะสลับด้วย มะเขือยาว  พริกชี้ฟ้า  แซมด้วยรักขาวเอาไว้ให้พี่สาวร้อยมาลัย ไปขาย
สวนในฝันหลังบ้านของฉัน  กำลังงอกงามเบ่งบานในใจ แต่จริง ๆ มันจะขึ้นกี่ต้นไม่รู้เหมี่ยนกัน  อิอิ